fbpx

โรคอัลไซเมอร์เกิดจากการเสื่อมของโครงสร้างเนื้อเยื่อสมอง มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุมากที่สุด โดยโรคอัลไซเมอร์นั้นไม่เหมือนกับภาวะสมองเสื่อม เพราะที่จริงแล้ว อัลไซเมอร์คือสาเหตุของภาวะสมองเสื่อม ซึ่งมีอยู่สองรูปแบบ คือภาวะสมองเสื่อมที่รักษาให้หายขาดได้ และภาวะสมองเสื่อมที่รักษาไม่หาย

ความเสื่อมของสมองจากโรคอัลไซเมอร์นั้น เกิดจากโปรตีนที่เรียกว่าเบต้า-อะไมลอยด์ ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ทำให้เซลล์สมองเสื่อม ส่งผลให้การสื่อสารระหว่างเซลล์สมองเสียหาย จึงมีผลกับความนึกคิด และความจำของผู้ป่วย ถ้าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี  สมองของผู้ป่วยจะยิ่งมีประสิทธิภาพที่ถดถอยลงเรื่อยๆ และเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

อาการของโรคอัลไซเมอร์

-เริ่มต้นคือผู้ป่วยจะมีอาการหลงๆลืมๆ ถามและพูดอะไรซ้ำๆ มีอาหารเครียดง่าย และซึมเศร้า

-ต่อมา ผู้ป่วยจะมีความจำแย่กว่าเดิม ถึงขั้นที่ว่าออกจากบ้านไปโดยที่ไม่รู้จะไปไหน จำทางกลับบ้านไม่ถูก จำวิธีการทำสิ่งง่ายๆไม่ได้ อารมณ์เริ่มก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย พูดจาหยาบคาย หรืออาจเปลี่ยนจากคนที่เคยพูดมากเป็นคนเงียบๆไปได้

-ระยะสุดท้ายคือ ผู้ป่วยจะไม่ค่อยตอบสนองต่อสิ่งรอบตัวแล้ว สุขภาพจะทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด สมองเสื่อมรุนแรง ภูมิคุ้มกันร่างกายแย่ลง ในระยะนี้ร่างกายสามารถติดเชื้อจนเสียชีวิตได้

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์

  • น้ำหนักตัวเกิน ดัชนีมวลกาย : BMI (body mass index) มาจาก น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูง (เมตร)2 ค่าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการป้องกันการเกิดภาวะสมองเสื่อมในอนาคต คือ 20 – 22.5 โดยเฉพาะถ้ามากกว่า 25 ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามดัชนีมวลกาย
  • การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เพิ่มอุบัติการณ์การเกิดโรคหลอดเลือดสมองถึง 2 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม 2.28 เท่า การงดสูบบุหรี่ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปจะลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลงได้เท่าคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ คือลดลงร้อยละ 50
  • แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณไม่เกิน 3 แก้วต่อวัน สามารถลดโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมได้ร้อยละ 42 และลดโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 71 โดยไม่ขึ้นกับชนิดของแอลกอฮอล์ 
  • สารอาหาร การกิจอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและวิตามินอีที่เพิ่มขึ้นจะมีอัตราการเกิดภาวะสมองเสื่อมลดลง โดยเฉาะในกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่จะยิ่งมีอัตราการลดสูงขึ้น สารอาหารที่สำคัญตัวอื่นได้แก่ กรดโฟลิกและวิตามินบี 12 สำหรับการขาดวิตามินซีและวิตามินบี 12 มักไม่เป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศไทย เนื่องจากส่วนใหญ่มักได้รับเพียงพอ
  • การกินอาหารที่มีไขมันสูง หรือมีไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม การกินไขมันจากพืชและโอเมกา 6 (กรดไลโนเลอิก) ซึ่งพบมากในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันจากเมล็ดทานตะวัน ถั่วเมล็ดแห้ง เมล็ดฟังทอง ถั่วเหลือง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ การกินปลาทะเลอาจช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยลดความเสี่ยงลดเหลือ 0.4 และ 0.3 เท่าตามลำดับ0
  • การขาดการออกกำลังกาย มีการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ ในวัยกลางคนลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ร้อยละ 52 และ 62 ตามลำดับเมื่ออยู่ในวัยสูงอายุ
  • ความดันโลหิตสูง การที่มีความดันโลหิตสูงในวัยกลางคน เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะสมองเสื่อมในวัยสูงอายุ โดยถ้าได้รับการรักษาโอกาสเสี่ยงนี้จะลดลงจาก 4.3 เท่าเป็น 1.9 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีความดันโลหิตสูง โดยความดันโลหิตสูงมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการลดลงของความสามารถของสมอง ผลกระทบทางตรงคือ ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงจะมีการลดลงของปริมาตรสมอง น้ำหนักสมอง และพบมีการเพิ่มขึ้นของรอยโรคชนิดที่พบในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ สำหรับผลกระทบทางอ้อมเกิดจาก การที่เกิดหลอดเลือดตีบแข็งและเกิดโรคหลอดเลือดสมองจากการที่มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน
  • โรคเบาหวานและภาวะดื้อต่ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอัลไซเมอร์ และเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง พบว่าอุบัติการณ์ภาวะสมองเสื่อมสูงขึ้น 2 เท่าในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง การที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซึ่งนำไปสู่การเกิดภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น นอกจากนั้นการที่มีไขมันในเลือดสูงยังอาจทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อีกครั้ง
  • โรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคหัวใจชนิดต่าง ๆ มีโอกาสทำให้เกิดหลอดเลือดสมองอุดตันจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจ
  • ระดับโฮโมซีลเทอีนที่สูง (Hyperhomocysteinemia) ผลกระทบต่อสมองจากการที่มีระดับโฮโมซีสเทอีนเพิ่มขึ้น เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก คือ จากการเกิดพิษต่อเซลล์สมองและจากการที่มีผลเสียต่อหลอดเลือดสมอง การเปลี่ยนแปลงของโฮโมซีสเทอีนในร่างกายเราเกิดขึ้น 2 วิธี โดยต้องอาศัยวิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และกรดโฟลิกเป็นตัวช่วย การขาดวิตามินเหล่านี้จะทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของโฮโมซีสเทอีน
  • ฮอร์โมเพศหญิงทดแทน ในปัจจุบันพบว่าฮอร์โมเพศหญิงทดแทน ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดสมองตีบ การอุดตันหลอดเลือดดำ แม้ว่าจะมีผลดีกับเรื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และการเกิดกระดูกหัก นอกจากนั้นยังพบอุบัติการณ์โรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น และผู้ป่วยที่ได้ฮอร์โมเพศหญิงทดแทนชนิดรวม เกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า
  • อุบัติเหตุที่ศีรษะ มีหลายรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมจากสาเหตุอื่น ๆ มีประวัติเคยได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะมากกว่าคนที่ไม่มีภาวะสมองเสื่อม อย่างไรก็ตามบางการศึกษาไม่พบว่า การได้รับอุบัติเหตุที่ศีรษะมาก่อนเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดภาวะสมองเสื่อม
  • โรคหลอดเลือดสมอง การป้องกันการเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองด้วยการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่าง เช่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน สูบบุหรี่ รวมถึงการกินยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน หรือยากันเลือดแข็งตัว เช่น วาร์ฟาริน ในกรณีที่มีโรคหัวใจบางชนิด เป็นการป้องกันการเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง ดังนั้นจึงสามารถป้องกันภาวะสมองเสื่อมด้วย
  • โรคซึมเศร้า จากการศึกษาวิจัยจำนวนมาก พบว่าอาการซึมเศร้ามีความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม อาจเป็นไปได้จากการที่อาการซึมเศร้าเป็นสาเหตุที่ทำให้มีปัญหาความจำ หรืออาการซึมเศร้าเป็นอาการหนึ่งของภาวะสมองเสื่อมเอง โดยเกิดก่อนที่จะมีอาการสมองเสื่อมที่ชัดเจน ถึงแม้ในปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจนว่าอาการซึมเศร้ามีส่วนทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมหรือแท้จริงแล้วเป็นอาการหนึ่งของภาวะสมองเสื่อม การป้องกันและแก้ไขอาการซึ่งเศร้าจึงยังนับว่าเป็นการป้องกันภาวะสมองเสื่อมวิธีหนึ่ง
  • สารพิษในสิ่งแวดล้อมรอบตัว ถึงแม้จะไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนถึงผลเสียของสารพิษต่าง ๆ ต่อการเกิดภาวะสมองเสื่อม แต่มีหลายรายงานที่พบว่าการได้รับสารพิษต่าง ๆ เช่น น้ำยาทำละลาย ตะกั่ว อลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง ยาฆ่าแมลง อาจมีส่วนทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้

 

วิธีการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์

  • คอยดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ไปทำเรื่องอันตราย หรือไม่ให้ออกไปไหนตามลำพัง
  • พยายามเข้าใจผู้ป่วย อย่าดุด่า หรือต่อว่าผู้ป่วยด้วยถ้อยคำรุนแรง แม้เวลาที่ผู้ป่วยอาละวาดโวยวายตามอาการ แต่ให้ใจเย็นๆและพยายามปลอบโยนให้สงบ
  • อย่าวางสิ่งของอันตราย เช่นมีด ปืน เลื่อย ไว้ในที่เปิดเผย เพราะผู้ป่วยอาจไปหยิบมาใช้จนเกิดอันตรายได้
  • ต้องเปิดไฟในบ้านให้สว่าง เพื่อที่ผู้ป่วยจะได้มองเห็นทางง่ายๆ อีกทั้งไม่ควรวางของเกะกะในบ้านด้วย เพราะผู้ป่วยอาจสะดุดล้มได้
  • พาผู้ป่วยไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง

 

Facebook Comments